ความรู้ภายในจากการเห็นแจ้ง
ใจก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในที่กว้างขวางใหญ่โตไปเรื่อยๆ โดยผ่านจุดเล็ก ๆ ใสๆ ที่กลางกาย และก็จะไปเห็นของจริงที่อยู่ภายใน
ความรู้จะเกิดจากการเห็นแจ้งที่เขาเรียกว่า ปัญญายะปัสสติ คือ ดวงปัญญา หรือความรอบรู้เกิดจากการเห็น
ที่ว่าปัญญาเป็นเครื่องเห็นนั้นหมายความว่า เห็นแล้วเข้าใจรู้เรื่อง จะเห็นเป็นภาพขึ้นมาในขณะที่เรามีสติ สัมปชัญญะบริบูรณ์ยิ่งกว่าปกติ สติก็เป็นมหาสติเกิดขึ้น ปัญญาก็เป็นมหาปัญญา คือ รู้ยิ่งกว่าปกติ
เราจะเห็นภาพภายในตั้งแต่ดวงใสๆ เป็นดวงประจำชีวิตของเรา ถ้าได้ดวงนี้ล่ะก็ เราเป็นอยู่ได้ด้วยตัวเอง จะอยู่ป่า อยู่เขา ห้วย หนอง คลอง บึง อยู่ใต้โคนไม้ เรือนว่าง ป่าช้า ป่าชัฏที่ไหน ๆ ในโลกก็อยู่ได้ทั้งสิ้นเลย มันเป็นอิสระ อิสรภาพทางใจที่ใสบริสุทธิ์ มีความสุขด้วยตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องไปพึ่งพิงวัตถุหรือสิ่งอื่น จะมีก็เพียงแค่ปัจจัย ๔ เท่านั้น ปัจจัยที่ ๕, ๖, ๗, ๘ ไม่มี มีเพียงปัจจัย ๔ ก็พอประมาณในระดับกินอยู่ใช้แต่พอดี
คือจะรู้สึกว่ามันพอ พอถึงจุดแห่งความดี สุขกายสุขใจแล้วมันพอ มันจะพอดีของมัน เราจะรู้จักคำว่าพอดี ต่อเมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ แค่ไหนพอดีที่เราจะกินอยู่ใช้แต่พอดี
เมื่อใจเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน จะเห็นหนทางที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ว่า เรามีเวลาอย่างจำกัดในโลกนี้ เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แบบประหยัดสุดประโยชน์สูง มีชีวิตเรียบง่ายแต่สูงส่งมีสุขล้วนๆ ที่ไม่มีทุกข์ในใจเจือเลย แม้ยังไม่หมดกิเลสอย่างบริบูรณ์ แต่ความบริสุทธิ์ของใจก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นดวง เห็นกายภายใน เห็นองค์พระ พระรัตนตรัยที่อยู่ภายในที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง
สิ่งอื่นไม่ใช่
ตะวันธรรม