"... ทุกข์น่ะมีจริง ๆ นะ หมดทั้งปวงร่างกายนี้ทุกข์ทั้งก้อน หรือใครว่าสุข ลองเอาสุขมาดู ก็จะไปหยิบเอาทุกข์ให้ดูทั้งนั้น ตลอดจนกระทั่งชาติ เกิดก็เป็นทุกข์ ชาติปิ ทุกฺขา ความเกิดเป็นทุกข์

เมื่อเกิดแล้วก็มีแก่ มีเจ็บ มีแปรไปตามหน้าที่ ก็ออกจากทุกข์นั่นทั้งนั้น ไม่ใช่ออกจากสุข ต้นนั่นเป็นทุกข์ทั้งนั้น เกิดนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ละ ต้องกำหนดรู้มันไว้ ทำอะไรมันก็ไม่ได้

เหตุให้เกิด มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นเหตุให้เกิดชาติ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

กามตัณหา อยากได้ เป็นกามตัณหา
ภวตัณหา อยากให้มีให้เป็น เป็นภวตัณหา
เมื่อมาเป็นมามี เห็นปรากฏแล้ว ไม่อยากให้แปรไปเป็นอย่างอื่น ให้ดำรงคงที่ นั่นเป็น วิภวตัณหา

เหมือนเราเป็นหญิงเป็นชาย ไม่มีลูก อยากได้ลูก นั่นเป็นกามตัณหาแล้ว ได้ลูกสมเจตนา เป็นภวตัณหาขึ้นแล้ว ไม่อยากให้ลูกนั้นแปรไปเป็นอย่างอื่น นั่นเป็นวิภวตัณหาอีกแล้ว เห็นไหมล่ะ เป็นอยู่อย่างนี้แหละ

กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี่แหละเป็นเหตุให้เกิดชาติ ต้องดับด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ดังกล่าวแล้ว ถอดกันไปเป็นชั้น ๆ จนกระทั่งพระอรหัต ดับหมด

ดับนั่นแหละเป็นตัวนิโรธ ที่เข้าถึงซึ่งความดับ นั่นเป็นมรรค สัจจธรรมทั้ง ๔ นี่ต้องมีตาธรรมกาย จึงจะมองเห็น ไม่มีตาธรรมกายมองไม่เห็น..."

พระธรรมเทศนา : ติลักขณาทิคาถา (วิปัสสนาภูมิปาท)
เทศน์เมื่อ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗

#พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร)
#คำสอนมหาปูชนียาจารย์ #072today
0 สาธุ