จริงๆแล้วกรรมทุกอย่างจะหมดฤทธิ์ได้เองเมื่อส่งผลจนหมดกำลัง เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ให้ผลจนหมดอายุแล้วมันก็ตาย หรือเปรียบเหมือนลูกปืนที่ยิงออกจากปากกระบอกแล้ว พอหมดกำลังมันก็ตก แต่กรรมบางอย่างใช้เวลานานกว่าจะหมดกำลังโดยเฉพาะกรรมหนัก ในระหว่างนี้เราสามารถแก้กรรมได้
การแก้กรรมในที่นี้ หมายถึง การแก้ไขอกุศลกรรมต่างๆ ที่ทำไปแล้วจาก "กรรมหนัก" ให้เป็น "กรรมเบา" หรือจาก "กรรมเบา" อยู่แล้ว ก็ให้ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งมีวิธีการหลักๆอย่างน้อย 4 วิธี ดังนี้
1. การทำบุญเพื่อเจือจางบาป
2. การทำบุญอุทิศให้แก่คู่กรรมคู่เวร
3. การขอขมาต่อคู่กรรมคู่เวร
4. อาศัยบารมีของครูบาอาจารย์
มีอยู่คำหนึ่งที่หลายท่านอาจจะเคยได้ยิน คือ คำว่า "สะเดาะเคราะห์"โดยคำว่า สะเดาะ แปลว่า ทำให้หมดสิ้นไปหรือเบาบางลง คำว่า เคราะห์ แปลว่า สิ่งที่นำผลมาให้โดยไม่ได้คาดหมาย มักนิยมใช้ในทางไม่ดี เช่น มีเคราะห์
ดังนั้น สะเดาะเคราะห์ จึงหมายถึง การทำให้เคราะห์หมดสิ้นไปหรือเบาบางลง ถ้าใช้วิธีสะเดาะเคราะห์ด้วย 4 วิธีดังกล่าวมาแล้วก็จัดว่าเป็นการแก้กรรมตามหลักในพระพุทธศาสนาเช่นกัน แต่ถ้าใช้วิธีอื่น เช่น ไสยศาสตร์ เป็นต้น ไม่ถือเป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การทำบุญเพื่อเจือจางบาปนั้น คือ การหมั่นทำบุญต่างๆทุกบุญ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น บุญ เปรียบเหมือนน้ำ บาป เปรียบเหมือน เกลือ เมื่อเติมน้ำคือบุญลงไปมากๆ ก็จะทำให้ความเค็มของเกลือคือบาปลดลง เมื่อทำบุญแล้วให้นึกถึงบุญที่ทำมาทั้งหมดบ่อยๆเพื่อที่บุญจะได้ขยายเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่ทำบุญทุกครั้ง ก็ให้นึกอุทิศบุญนั้นแก่คู่กรรมคู่เวรในทุกภพทุกชาติที่เราเคยทำผิดพลาด ทำบาป ต่อมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายไว้ด้วย
ในการขอขมานั้น หากในปัจจุบันเราเคยทำผิดกับใครไว้ ก็ให้ไปขอขมาด้วยความเต็มใจ หากเขาอโหสิกรรมให้ ก็จะลดวิบากกรรมลงได้มาก
ส่วนคู่กรรมคู่เวรในอดีตชาติ แม้เราจำไม่ได้ แต่มีแน่นอน เพราะเราเกิดกันมาหลายชาติ ก็ให้ขอขมาในใจ บ่อยๆ หรือกล่าวเป็นเสียงออกมาดังๆก็ได้ เช่น คำขอขมาพระตรัยตรัยในตัวอย่างข้างล่าง เป็นต้น
การอาศัยบารมีของครูบาอาจารย์ในการแก้กรรมนั้น เป็นกรณีพิเศษที่ครูบาอาจารย์นั้นๆจะต้องมีภูมิธรรม มีสมาธิปฏิบัติขั้นสูง ที่สามารถนำบุญที่เราทำไปแก้ไขบาปในตัวเราให้เบาบางลงได้ด้วยสมาธิ แต่ยุคนี้มีผู้แอบอ้างหวังลาภสักการะเยอะต้องระมัดระวัง
ทั้งนี้อกุศลกรรมที่ทำผิดพลาดไปแล้ว ให้พยายามลืมให้หมด อย่าไปตามจำหรือระลึกถึง ถ้าระลึกถึงจะทำให้ใจเศร้าหมองและบาปจะเพิ่มขึ้น ที่สำคัญจะต้องไม่ทำอกุศลกรรมใหม่เพิ่มอีกเด็ดขาด ให้หักดิบเลิกทำสิ่งไม่ดีทั้งหลาย
รวบรวมจากพระไตรปิฎกและคำสอนครูบาอาจารย์
พระมหาสมคิด ชยาภิรโต
13 พ.ย. 2566
คําขอขมาพระรัตนตรัย
(คำขอขมา มีหลายบท อาจจะแตกต่างกันบ้าง ใครชอบบทไหนก็เลือกใช้ได้ตามต้องการ)
(ตั้ง นะโมฯ 3 จบ)
อุกาสะ อัจจะโย โน ภันเต, อัจจัคคะมา, ยะถาพาเล, ยะถา มุฬฬะเห, ยะถา อะกุสะเล, เย มะยัง กะรัมหา, เอวัง ภันเต มะยัง, อัจจะโย โน, ปะฏิคคัณหะถะ, อายะติง สังวะเรยยามะ,
ข้าพระพุทธเจ้าขอวโรกาส, ที่ได้พลั้งพลาดด้วยกาย วาจา ใจ, ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์,เพียงไร แต่ข้าพระพุทธเจ้า, เป็นคนพาลคนหลง, อกุศลเข้าสิงจิต, ให้กระทำความผิด, ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, จงงดความผิดทั้งหลายเหล่านั้น, แก่ข้าพระพุทธเจ้า, จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป, ข้าพระพุทธเจ้า, จักขอสำรวมระวัง, ซึ่งกาย วาจา ใจ, สืบต่อไปในเบื้องหน้า
Cr.เพจพระมหาสมคิด ชยาภิรโต
#อกุศลกรรม #สะเดาะเคราห์ #ทำบุญ #พระรัตนตรัย #ผู้นำแสงสว่างออนไลน์ #072today