ในสมัยพุทธกาล มีหญิงคนหนึ่ง ตั้งท้องและแพ้ท้อง "อยากถวายภัตตาหารแก่พระสารีบุตรเถระพร้อมด้วยภิกษุ 500 รูป" เมื่อได้ทำบุญแล้วก็หายจากแพ้ท้อง

ขณะที่หญิงนั้นตั้งท้องลูกคนนี้ ทุกคนในบ้านต่างเป็นสุข ไม่มีความทุกข์ใดๆ เมื่อคลอดจึงตั้งชื่อลูกว่า ‘สุขกุมาร’ เมื่ออายุ 7 ขวบ สุขกุมารพูดว่า "คุณแม่ผมอยากออกบวชในสำนักของพระเถระ." แม่จึงพาไปบวช

พระสารีบุตรเถระกล่าวกะสุขกุมารนั้นว่า " ธรรมดาชีวิตนักบวช ไม่ได้สะดวกสบาย " สุขกุมารตอบว่า "ผมจักทำตามโอวาทของท่าน ขอรับ" ท่านจึงให้บวช เมื่อบวชได้เพียง 3 วัน เท่านั้น สุขสามเณรก็นั่งสมาธิจนได้บรรลุธรรมเป็นสามเณรอรหันต์

ส่วนอชาตศัตรูกุมารเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นพระราชาผู้ครองแคว้นมคธอันเป็นแคว้นมหาอำนาจแคว้นหนึ่งในสมัยพุทธกาล

ในขณะที่อชาตศัตรูกุมารยังอยู่ในพระครรภ์ของพระราชมารดานั้น พระนางทรงมีพระอาการแพ้ครรภ์อยากจะเสวยพระโลหิตในพระพาหา (แขน) ของพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อพระราชาทรงทราบพระองค์มีพระทัยเมตตาต่อพระโอรส จึงทรงใช้พระแสงกรีดพระพาหาให้พระมเหสีได้เสวยพระโลหิต เมื่อพระนางได้เสวยแล้วอาการแพ้ครรภ์ก็สงบลง

พระเจ้าพิมพิสารทรงนำเรื่องนั้นไปเล่าให้เหล่าโหราจารย์ประจำพระนครฟังและตรัสถามเหตุการณ์ว่า ดีร้ายอย่างไร เหล่าโหราจารย์ได้กราบทูลว่า พระโอรสนั้นจะเป็นศัตรูต่อราชสมบัติ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงกระทำประการใด

เมื่อพระโอรสประสูติแล้วพระเจ้าพิมพิสารทรงให้พระนามว่า อชาตศัตรู แปลว่า มิได้เกิดมาเป็นศัตรู ต่อมาเมื่อพระกุมารเจริญวัยแล้วได้คบหากับพระเทวทัตซึ่งเป็นพระภิกษุพาล พระเทวทัตได้ยุยงให้อชาตศัตรูราชกุมารปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดาเพื่อแย่งราชสมบัติ

พระกุมารทรงเชื่อถ้อยคำของพระเทวทัต ทรงซ่อนกริชติดพระกายเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารหมายจะปลงพระชนม์ แต่ถูกเหล่าอํามาตย์ผู้รักษาวังจับได้ เมื่อสอบสวนจนทราบเนื้อความทั้งหมดจึงนำเข้าเฝ้าพระราชา พระกุมารยอมรับว่าประสงค์จะปลงพระชนม์เพราะปรารถนาราชสมบัติ พระราชาจึงทรงยกราชสมบัติให้แก่พระกุมาร

เมื่อได้ราชสมบัติแล้วพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปหาพระเทวทัต ทรงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พระเทวทัตฟัง แต่พระเทวทัตก็ยังยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ก็ทรงเชื่อทรงรับสั่งให้จับพระราชบิดาขังไว้ในเรือนจำและไม่อนุญาตให้ผู้ใดไปมาหาสู่นอกจากพระราชชนนี แต่เมื่อทราบว่าพระนางลอบนำพระกระยาหารไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร จึงห้ามพระนางเข้าไปในเรือนจำ

แม้จะไม่ได้เสวยพระกระยาหาร พระเจ้าพิมพิสารก็ไม่ทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้ด้วยการเดินจงกรม ระลึกถึงคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบจึงรับสั่งให้ช่างโกนผมใช้มีดโกนกรีดฝ่าพระบาททั้ง 2 ข้างของพระองค์แล้วทาด้วยน้ำเกลือ ย่างด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่กำลังคุ ทำให้พระเจ้าพิมพิสารไม่อาจทนต่อทุกขเวทนาได้จึงสิ้นพระชนม์ในที่สุด

การที่พระเจ้าพิมพิสารถูกกรีดพระบาทนั้นเพราะในชาติหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้ทรงฉลองพระบาทเข้าไปในลานพระเจดีย์ และเอาพระบาทที่ไม่ได้ชำระเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สำหรับนั่ง แต่การที่พระเจ้าพิมพิสารถูกพระราชโอรสปลงพระชนม์นั้น จะต้องมีกรรมปาณาติบาตด้วย แต่ไม่มีข้อมูลบันทึกไว้ ส่วนกรรมที่ทรงฉลองพระบาทเข้าไปในลานพระเจดีย์นั้นเป็นแค่กรรมเสริมเท่านั้น

ข้อคิด และแหล่งอ้างอิง

1. การที่พ่อแม่จะได้ลูกเป็นแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมของพ่อแม่ที่ทำมา ถ้าพ่อแม่สั่งสมกุศลกรรมคือบุญไว้มาก ไม่ได้มีกรรมเวรผูกไว้กับใครและอธิษฐานให้ได้ลูกที่ดีก็จะได้ลูกที่ดีมีบุญมาเกิด แต่ถ้าพ่อแม่มีอกุศลกรรมในอดีตโดยเฉพาะกรรมปาณาติบาต หรือเคยผูกเวรกับใครไว้ รวมทั้งทำบุญแล้วไม่อธิษฐานให้รัดกุมในเรื่องการมีลูก บาปกรรมก็มีโอกาสได้ช่องส่งผล ให้ได้ลูกทรพีซึ่งเคยเป็นคู่เวรมาเกิดเป็นลูก

2. ต้องสั่งสมบุญมากๆ ให้ใจอยู่ในบุญ อุทิศบุญให้คู่กรรมคู่เวรบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการทำบาปทั้งปวง อย่าจองเวรใคร อย่าทำให้ใครจองเวรเรา และอธิษฐานให้รัดกุมแล้วชีวิตในสังสารวัฏจะปลอดภัย

3. ในเวลาที่เราไปวัดหรือไปกราบไหว้สถานที่สำคัญๆทางพระพุทธศาสนา จะต้องให้ความเคารพต่อสถานที่นั้นๆแล้วจะได้บุญใหญ่ แต่การแสดงความไม่เคารพด้วยการใส่รองเท้าเข้าไปนั้นเป็นอกุศลกรรม มีบาปมาก

4. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยเล่ม 42 หน้า 126 - 140, เล่ม 11 หน้า 288-496.

Cr. เพจ พม.สมคิด ชยาภิรโต
#พระไตรปิฏก #กฏแห่งกรรม #ผู้นำแสงสว่างออนไลน์ #072today
0 สาธุ