จากกรณีที่มีคนขายคอร์สราคา 25,000 บาท "ดึงมะเร็ง ดึงตัวบันทึกกรรม จบเป็นอรหันต์ ไม่มีตัวบันทึกกรรมคืออวิชชาที่ทำให้ต้องเกิด เป็นคอร์สสำหรับคนที่ต้องการหลุดพ้นเป็นอรหันต์ในเพศฆราวาสโดยไม่ต้องนั่งปฏิบัติเอง ผู้ลงคอร์สจะทราบถึงความเปลี่ยนแปลงภายในวันนั้นเลย ถ้าไม่รู้สึกว่าจบยินดีคืนเงิน สามารถรูดบัตรเครดิต 0 เปอร์เซ็นต์นาน 10 เดือน" เรื่องนี้ไม่ตรงกับหลักในพระไตรปิฎก 2 ประการ ดังนี้
1. การหลุดพ้นเป็นอรหันต์ในเพศฆราวาสโดยไม่ต้องนั่งปฏิบัติเอง
2. ผู้สอนที่สามารถตรวจสอบภูมิธรรมของศิษย์ว่าบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วหรือยัง ผู้สอนเองจะต้องบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่อน แต่ปกติแล้วไม่มีพระอรหันต์องค์ใดขายคอร์สหรือคิดค่าสอน
ประการแรก จริงอยู่ที่ฆราวาสก็สามารถหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ได้ แต่ผู้จะหลุดพ้นได้จะต้องปฏิบัติเองเท่านั้น ในคณกโมคคัลลานสูตรมีบันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งพราหมณ์ชื่อคณกโมคคัลลานะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "สาวกที่พระองค์สั่งสอนอยู่สำเร็จนิพพาน (เป็นพระอรหันต์) ทุกรูปหรือไม่ หรือว่าบางพวกก็ไม่สำเร็จ ?"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "สาวกที่สั่งสอนอยู่มีเพียงส่วนน้อยที่สำเร็จนิพพาน (เป็นพระอรหันต์) บางพวกไม่สำเร็จ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้ ตถาคตเป็นผู้บอกหนทาง"
หมายความว่า พระพุทธเจ้าทำได้แค่ตรัสบอกวิธีการ ส่วนการปฏิบัติให้หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์หรือสำเร็จนิพพานนั้น สาวกทุกคนจะต้องปฏิบัติเอง แม้พระพุทธเจ้าก็ปฏิบัติแทนสาวกไม่ได้ ดังนั้น การหลุดพ้นเป็นอรหันต์โดยไม่ต้องนั่งปฏิบัติเองจึงไม่ตรงกับคำสอนในพระไตรปิฎก
ประการที่สอง คอร์สนี้ผู้สอนระบุว่า เรียนจบแล้วจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ นั่นแสดงว่า ผู้สอนสามารถตรวจภูมิอรหันต์ของศิษย์ได้ ซึ่งมีพระอรหันต์ด้วยกันเท่านั้นที่ทำได้ และที่แปลกคือปกติแล้วพระอรหันต์จะไม่ขายคอร์สหรือคิดค่าสอน
ในพระไตรปิฎกมีบันทึกไว้หลายแห่งที่พระภิกษุพูดเป็นนัยว่าตนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว พระภิกษุที่ได้ฟังจึงไปฟ้องพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพระองค์ก็ตรัสยืนยันว่า พระภิกษุรูปนั้นได้หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์แล้ว
ก่อนโชติกเศรษฐีออกบวชท่านได้สละสมบัติทั้งหมด เช่น ปราสาทแก้ว 7 ชั้น และภรรยาซึ่งเป็นหญิงงามที่มาจากอุตตรกุรุทวีป วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า "โชติกะ ก็ตัณหาในปราสาทหรือในหญิงของท่านยังมีอยู่หรือ ? พระโชติกะบอกว่า "ไม่มี" พระภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลแด่พระพุทธเจ้าว่า "พระโชติกะนี้ กล่าวไม่จริง เพราะพยากรณ์พระอรหัตผล"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราไม่มีตัณหาในปราสาทหรือในหญิงนั้นเลย ผู้ใดละตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน เว้นเสียได้ เราเรียกผู้นั้นซึ่งมีตัณหาและภพอันสิ้นแล้วว่าเป็นพราหมณ์ (เป็นพระอรหันต์)"
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ว่าใครๆก็ตรวจสอบภูมิอรหันต์ของผู้อื่นได้ ในสมัยพุทธกาลจะมีพระพุทธเจ้าซึ่งหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ก่อนใคร ทรงเป็นผู้ตรวจสอบภูมิธรรมของสาวก และไม่แปลกที่ยุคนี้จะมีคนปฏิบัติธรรมจนได้หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น "อกาลิโก" คือ ไม่จำกัดด้วยกาล
ที่แปลกคือ พระอรหันต์จะไม่คิดค่าสอนเพราะท่านหลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ก่อนออกบวชท่านได้สละโลกิยทรัพย์คือสมบัติต่างๆเพื่อแสวงหาอริยทรัพย์ในตัวจนได้ค้นพบ และมีข้อสังเกตว่า ในสมัยพุทธกาลมีคนจน ขอทาน และทาส ออกบวชและได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เช่น พระราธเถระ และพระปิโลติกเถระ เป็นต้น
หากพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลายคิดค่าสอนหรือขายคอร์สไปนิพพาน คนเหล่านี้ไม่มีทางเข้ามาบวชและปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอรหันต์ได้เลย ประเด็นนี้จึงไม่ตรงกับหลักในพระไตรปิฎกเช่นกัน
* พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย เล่ม 43 หน้า 551 (คาถาธรรมบท), เล่ม 42 หน้า 121 - 125 (คาถาธรรมบท), เล่ม 43 หน้า 470-471 (คาถาธรรมบท),เล่ม 72 หน้า 310 - 314 (เถราปทาน), เล่ม 22 หน้า 143 - 150 (คณกโมคคัลลานสูตร).
Cr. เพจ พม.สมคิด ชยาภิรโต
#พระไตรปิฏก #ธรรมะ #ผู้นำแสงสว่างออนไลน์ #072today