๑.ผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ให้

พระพุทธภาษิต
นิธีนํว ปวตฺตารํ
ยํ ปสฺเส วชฺชทสสินํ
นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ
ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช
ตาทิสํ ภชมานสฺส
เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ

คำ แ ป ล
ผู้ฉลาด ควรเห็นว่า คนที่ชี้โทษตักเตือนในเมื่อเห็นความผิด, กล่าวปรามให้เว้นความชั่ว, เป็นผู้มีปัญญาดี,
นั้นเป็นเสมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ และควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะเมื่อคบอยู่มีแต่ทางดี ไม่มีทางเสียเลย

อธิบายความ

การตักเตือนผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องยาก คนเตือนจะต้องคิดแล้วคิดอีกหลายครั้งหลายตลบ เพราะกลัวว่า เตือนไปแล้วเขาจะโกรธบ้างเหตุผลในการเตือนมีเพียงพอหรือไม่บ้าง ถ้าเขาเถียงมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันเกิดขึ้น ควรจะทำอย่างไรบ้าง เขาอาจด่าว่าใส่หน้าเอาว่าเที่ยวมัวเตือนคนอื่นอยู่ ทำไมไม่เตือนตนเองบ้าง เป็นต้น การเตือนคนอื่นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เตือนจะต้องเสี่ยงต่อหลายอย่าง การตัดสินใจเเตือนผู้อื่นเป็นความเสียสละอย่างหนึ่ง ที่กล่าวนี้หมายถึงผู้เตือนด้วยความหวังดี มีใช่ผู้มุ่งร้าย

พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า
"ผู้ขี้โทษนั้นมี ๒ พวก คือผู้แส่หาโทษ คอยจ้องหาความผิดของ
ผู้อื่นพวก 1 คนพวกนี้ชอบตำหนิติเตียนหรือทักท้วงข้อบกพร่องของ
ผู้อื่นท่ามกลางชุมนุมชน ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้เขาละอาย พวกนี้ใช้
ไม่ได้
"ส่วนอีกพวก 1 คือท่านผู้หวังความเจริญแก่ผู้ถูกเตือน มีความเจริญด้วยศีลเป็นต้น มีความประสงค์จะอุ้มชูเพราะความเอ็นดูในเขาต้องการให้รู้สิ่งที่เป็นโทษ ดำเนินในสิ่งที่เป็นคุณ พวกที่สองนี้ดี เมื่อ
เตือนใครคนนั้นไม่ควรโกรธ ควรทำความรู้สึกในท่านผู้นั้นว่า เหมือน
ผู้บอกขุมทรัพย์ให้ สำหรับภิกษุ ควรปวารณา (เปิดโอกาสให้ตักเตือน)
ว่า 'ท่านอยู่ในฐานะอุปัชฌาย์อาจารย์ของกระผม เป็นความดีอัน
ยิ่งใหญ่ที่กรุณาเตือนกระผม ต่อไป ขอท่านได้โปรดเตือนกระผมอีก
เมื่อกระผมได้กระทำสิ่งใดอันไม่เหมาะไม่ควร' ดังนี้เป็นต้น

"ข้อว่า กล่าวปราม (นิคฺคยฺหวาทึ) นั้น คือเมื่อเห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อยก็รีบบอกให้รู้ บังคับให้เลิกการกระทำเช่นนั้นเสีย อาจารย์หรืออุปัชฌาย์บางพวก บางคนเห็นข้อบกพร่องของศิษย์แล้วไม่กล้าพูดด้วยเกรงว่าจะเสื่อมจากความรักความนับถือของศิษย์ เธอจะเลิกอุปฐากปรนนิบัติเสีย การ
กระทำดังนี้ท่านว่าเป็นการเกลี่ย หรือเรี่ยรายหยากเยื่อลงในศาสนา ส่วนอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ที่ดีนั้น เมื่อเห็นข้อบกพร่องของศิษย์แล้วจะต้องลงทัณฑกรรม (ลงโทษ) หรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งอันสมควรแก่โทษ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า 'ดูก่อนอานนท์ เราจักกล่าวข่ม เราจักกล่าวข่ม, เราจักกล่าว
ยกย่อง เราจักกล่าวยกย่อง ผู้ใดเข้มแข็ง มีสาระ (ในศาสนา) ก็จักอยู่
เป็นครูบาอาจารย์ของเขานั้น ต้องตักเตือนเป็นสั่งสอนเป็น ครูอาจารย์ที่ศิษย์จะรักในบั้นปลาย ก็คือครูอาจารย์ที่หมั่นสั่งสอนวิชาอบรมให้เป็นคนดี ปลูกฝังให้เป็นคนมีอุดมคติ มีหลักใจ ส่วนครูอาจารย์ที่ปล่อยปละละเลย ศิษย์อาจเห็นเป็นทางสบายในเบื้องต้นแต่ก็จะดูหมิ่นในเบื้องปลาย ถึงจะมีความเคารพนับถือก็ไม่แน่นแฟ้นเพียงสักแต่ว่าแสดงความเคารพนับถือ พอเป็นพิธีเพียงเพื่อมีให้คนทั้งหลายกล่าวได้ว่า ไม่เคารพนับถือครูบาอาจารย์ทีนี้กล่าวในระหว่างมิตร-มิตรสหายที่หวังดีต่อกันต้องตักเตือนกันคนฉลาด ย่อมเห็นมิตรผู้เตือนตนเป็นมิตรแท้ ส่วนคนโง่ทำตนให้ใครเตือนไม่ได้ นที่สุดก็หามิตรดีไม่ได้ จะได้ก็แต่มิตรปอกลอก มิตรหัวประจบ มิตรชักชวนในทางฉิบหาย พ่อแม่ก็เหมือนกัน เมื่อรักลูกก็ต้องหมั่นตักเตือนอบรมสั่งสอน
ปลูกฝัง และลงโทษตามควรแกโทษ ไม่ใช่ลูกคนไหนเป็นที่รักมากแล้ว
ทำอะไรถูกไปหมด กลายเป็นคนกลัวลูก ถ้าอย่างนี้อีกหน่อยลูกก็จะ


เป็นโจร เป็นคนพาลเกเร คนที่ต้องเสียใจภายหลังก็คือพ่อแม่นั่นเอง
การอบรมลูกให้ดี แม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากบ้างในเบื้องต้น แต่ก็มีผล
อันน่าชื่นใจเป็นอันมากในขั้นปลาย
กล่าวถึงผู้ถูกเตือน เมื่อรู้ถึงความหวังดีของผู้เตือนแล้ว ก็ควรรับคำเตือนด้วยความเคารพ ให้ความหวังแก่ผู้เตือนว่า คำตักเตือนสั่งสอนของท่านจักไม่เป็นหมันเสียทีเดียว อย่างน้อยผู้ถูกเตือนก็นำไปปฏิบัติตามบ้าง หรืออย่างน้อยที่สุดก็พยายามเพื่อปฏิบัติเช่นนั้น อย่างนี้ท่านเรียกว่า ผู้ว่าง่าย สอนง่ายความเป็นคนสอนง่ายนั้น เป็นเสน่ห์ เป็นทางผูกมิตร เป็นกุญแจสำคัญไขไปสู่ความดีงามต่างๆ อีกมากมายหลายหลาก เป็นที่ยกย่องของบัณฑิต มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ดังเช่นพระราธเถระ มีเรื่อง
ย่อดังนี้
0 สาธุ