สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปราสาทที่สร้างด้วยอิฐ ใกล้บ้านนาทิกคาม ณ ที่นั้นพระองค์ตรัสสอนพระภิกษุทั้งหลายว่า "มรณสติคือการระลึกถึงความตาย อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด"
คำว่า อมตะ มาจากภาษาบาลีว่า "อมโตคธา" แปลว่า "การหยั่งลงสู่พระนิพพาน" หมายถึง การได้เข้าถึงธรรมไปตามลำดับจนสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้
จากนั้นพระภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลว่า ข้าพระองค์เจริญมรณสมติว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่ง เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มาก" หมายถึง เราอาจมีชีวิตอยู่ได้แค่ 1 วัน 1 คืนเท่านั้นแล้วก็ตาย เราพึงระลึกคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนำมาปฏิบัติให้มาก
พระภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์เจริญมรณสติว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มาก"
พระภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์เจริญมรณสติว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ชั่วขณะที่ฉันอาหารมื้อหนึ่ง เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มาก"
พระภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์เจริญมรณสติว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ชั่วขณะที่เคี้ยวคำข้าว 4 คำกลืน เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มาก"
พระภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์เจริญมรณสติว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ชั่วขณะที่เคี้ยวข้าว 1 คำกลืน เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มาก"
พระภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์เจริญมรณสติว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มาก"
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า "ภิกษุใดที่เจริญมรณสติว่า เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ชั่วขณะที่เคี้ยวข้าว 1 คำกลืน... และภิกษุใดที่เจริญมรณสติอย่างนี้ว่า เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า... เป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะอย่างแรงกล้า"
ส่วนพระภิกษุที่เหลือที่เจริญมรณสติว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่ง... เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง... เราอาจมีชีวิตอยู่ชั่วขณะที่ฉันอาหารมื้อหนึ่ง... เราอาจมีชีวิตอยู่ชั่วขณะที่เคี้ยวคำข้าว 4 คำกลืน ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ เจริญมรณสติเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายช้า"
คำอธิบาย และแหล่งอ้างอิง
1. จากพระสูตรนี้จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการเจริญมรณสติคือระลึกถึงความตายอย่างมาก โดยผู้ที่ไม่ประมาทคือผู้ที่ระลึกว่า เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ชั่วขณะที่เคี้ยวข้าว 1 คำกลืน หรือผู้ที่ระลึกว่า เราอาจมีชีวิตอยู่ได้ชั่วขณะที่หายใจแต่ละครั้ง
เหตุที่พระองค์ตรัสอย่างนี้เพราะช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายสั้นนัก เช่น แค่หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก หรือแค่หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า เราก็ตายแล้ว
หากระลึกอย่างนี้บ่อยๆ จะทำให้ไม่ประมาทแล้วจะรีบสั่งสมบุญตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้มากๆ ทั้งการให้ทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ เพื่อกำจัดกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
ถ้าบุญบารมียังไม่เต็มแต่ชาตินี้ได้ทำบุญไว้มากเมื่อตายแล้วเราจะได้ไปสุคติโลกสวรรค์ คนที่ไม่ประมาทสั่งสมบุญอย่างต่อเนื่อง จะมีความมั่นใจ และพร้อมเสมอเมื่อความตายมาถึง ไม่กลัวตกนรก เพราะตนไม่ทำบาปทำแต่บุญเท่านั้น
หากเราหมั่นถามตัวเองบ่อยๆว่า ถ้าเราตายวันนี้บุญที่ทำไว้มีมากพอที่จะนำเราไปสุคติในภูมิที่ปรารถนาหรือยัง เรามั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่ตกนรก หากไม่มั่นใจก็รีบทำบุญต่างๆให้มาก เลิกทำบาปทั้งปวง มีหลายคนตายไปทั้งที่ยังไม่พร้อม เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะตายจึงกลัวมากและสายเสียแล้ว เราไม่ควรเป็นอย่างนั้น
2. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย เล่ม 36 หน้า 570 - 573 (ปฐมมรณัสสติสูตร)
Cr.เพจ. พม.สมคิด ชยาภิรโต
#พระไตรปืฏก #ธรรมะ #ผู้นำแสงสว่างออนไลน์ #072today